หมวดหมู่ : พืชสมุนไพรแบ่งตามการรักษาโรค (Therapeutic uses of Medicinal Plants) > บอร์ด : สมุนไพรที่ใช้รักษากลุ่มโรคและอาการเจ็บป่วยในระบบทางเดินอาหาร

สมุนไพรไล่แมลง

<< < (2/5) > >>

pre_nate:
กลุ่มสมุนไพรไล่ยุงหรือฆ่าแมลง
 หางไหลขาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Derris malaccensis  Prain
 
วงศ์ :   LEGUMINOSAE - PAPILIONOIDEAE
 
ชื่ออื่น :  ยานาเละ (มลายู-นราธิวาส)
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้เถาขนาดกลางถึงใหญ่ ใบประกอบรูปหอก ปลายกว้างแหลม โคนสอบแคบใบย่อยราว 7 ใบ ใบอ่อนสีเหลืองอ่อนออกเขียว ใบแก่สีเขียว ดอกเล็กสีชมพูเป็นช่อฝักแบนไม่ยาวนัก มียางขาวขัน พบตามรินน้ำลำธาร ป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณทั่วไป ในเขตวนอุทยานถ้ำเพชร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ส่วนที่ใช้ :  ราก
 
สรรพคุณ :

ยางจากราก
- ฆ่าแมลงตัวหนอนที่เกาะกินผัก เบื่อปลา
- รสเอียนเล็กน้อย ถ่ายเส้นเอ็น (ทำให้เส้นอ่อน)
- ถ่ายผายลม ถ่ายเสมหะและโลหิต
- ใช้ปรุงเป็นยาขับระดู แก้ระดูเป็นลิ่มเป็นก้อนเน่าเหม็น
- ใช้ผสมกับสบู่และน้ำสำหรับฆ่าสัตว์ เช่น หิดและเหาได้ดี

วิธีใช้ : ใช้รากทุบๆ ผสมน้ำ พอขุ่นขาว รดผัก ตามสวนผัก ฆ่าแมลงและตัวหนอน
 

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_25_4.htm

สุนันทา เกษมสุข:
หางไหลแดง
 

 
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Derris elliptica  (Roxb.) Benth.
 
ชื่อสามัญ :  Tuba root, Derris
 
วงศ์ :  LEGUMINOSAE - PAPILIONOIDEAE
 
ชื่ออื่น :  กะลำเพาะ (เพชรบุรี) เครือไหลน้ำ, ไหลน้ำ (ภาคเหนือ) โพตะโกส้า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , อวดน้ำ (สุราษฎร์ธานี)
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ศาสตร์ : ไม้เถาเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ยาว 22.5-37.5 ซม. ใบย่อย 9-13 ใบ รูปขอบขนานถึงรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 7.5-15 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม หลังใบเกลี้ยงท้องใบมีขน ดอกช่อกระจะ ยาว 22.5-30 ซม. มีขนสั้นหนานุ่ม กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 6 มม. เชื่อมติดกันเป็นรูประฆังมีขน กลีบดอกรูปดอกถั่ว สีชมพู หายากที่เป็นสีขาว ยาวประมาณ 1.5 ซม. กลีบล่างรูปโล่ เกสรตัวผู้เชื่อมติดกันเป็นมัดเดียว รังไข่มีขนอุย ฝักรุปขอบขนานถึงรูปใบหอก กว้าง 2 ซม. ยาว 3.5-8.5 ซม. ตะเข็บบนแผ่เป็นปีก มีเมล็ด 1-4 เมล็ด
ส่วนที่ใช้ :  เถาสด แห้ง หรือราก ต้น
 
สรรพคุณ :

ยารักษาเหา หิด

ยาสำหรับใช้เบื่อปลา ฆ่าแมลง ไล่แมลง

ขับระดูสตรีและบำรุงโลหิต เป็นยาถ่ายเส้นเอ็น ถ่ายลม ถ่ายเสมหะและโลหิต

วิธีและปริมาณที่ใช้

รักษาเหา หิด
ใช้เถาสดยาว 2-3 นิ้วฟุต ตำให้ละเอียดผสมน้ำมันพืช ชะโลมบนเส้นผมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง จึงสระให้สะอาด ควรสระติดต่อกัน 2-3 วัน ให้สะอาดจริงๆ

ยาฆ่าแมลง เบื่อปลา
ใช้เถาแก่สด แห้ง หรือจะใช้รากก็ได้ (จำนวนที่ใช้ขึ้นอยู่กับจำนวนพื้นที่และแมลง) ทุบให้แตกมากๆ แช่ลงในน้ำ น้ำจะขาวเช่นน้ำซาวข้าว ใช้น้ำนั้น
- ฆ่าแมลง (ซึ่งปลอดภัยต่อผู้ใช้)
- เบื่อปลา (ปลาที่เบื่อโดยวิธีนี้ใช้เป็นอาหารได้)
หมายเหตุ : เนื่องจากสารพิษที่อยู่ในหางไหลนั้น ไม่เป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นเช่นคน จึงใช้ได้ดี ทั้งสารนี้สลายตัวได้ง่าย  ไม่ติดค้างอยู่บนพืชผัก เหมือนสารสังเคราะห์พวก ดี.ดี.ที.

ใช้ผสมกับยาอื่นๆ เป็นยาขับระดูสตรี
ทางจังหวัดสุโขทัย ใช้เถาหางไหลแดงตากแห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ดองสุรารับประทานเป็นยาขับและบำรุงโลหิต เป็นยาถ่ายเส้นเอ็น ถ่ายลม ถ่ายเสมหะและโลหิต
 
อ้างอิง...http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_25_3.htm

buumbiim:
หนอนตายหยาก

ต้นหนอนตายหยาก  ชื่อวิทยาศาสตร์      Stemona  tuberose  Lour วงศ์    Stemonaceaeหนอนตายหยาก  เป็นพันธุ์ไม้จำพวกไม้เลื้อยตามพื้นดินหรือพาดพันตามต้นไม้อื่น 
ราก  เป็นรากที่มีลักษณะอวบใหญ่กว่าเถา  มีหน้าที่เก็บสะสมอาหาร 
ต้น    ต้นเป็นเถาคล้ายใบพลูมาก 
ใบ   ใบโต  ปลายใบเรียวแหลมคล้ายใบพลู  เส้นลายในใบถี่ละเอียด 
ดอก   มีดอกเล็ก ๆ เป็นกลีบ ๆ  คล้ายดอกจำปา  ดอกสีแดงชนิดหนึ่ง  สีขาวชนิดหนึ่ง 
ผล     มีฝักเล็ก  ปลายฝักแหลม  กว้างราว  1  เซนติเมตร 
เมล็ด  ภายในผลมีหลายเมล็ด  เมื่อแก่มีสีดำ  ขนาดเล็ก

หนอนตายหยาก  พืชในวงศ์  Stemonaeae  เป็นพืชที่นำส่วนของรากมาใช้ประโยชน์  พบได้ในป่าทั่ว ๆ ไปของประเทศจีน  ญี่ปุ่น  มาเลเซีย  ลาว  ไทย  ฯลฯ  สำหรับประเทศไทยพบหนอนตายหยากได้ทั่วไปทุกภาค  และมีชื่อเรียกต่างกันตามท้องถิ่น  เช่น  พญาร้อยหัว  กระเพียดหนู  ต้นสามสิบกลีบ  โป่งมดง่าม  สลอดเชียงคำ  ฯลฯ  นอกจากนั้นหนอนตายหยากในประเทศไทยยังมีความหลากหลายในชนิด  (Species)  เช่น  Stemona  tuberose Lour,  Stemona  collinsae  Craib,  Stemona  keri,  Stemona  berkill,  Stemona  stercochin  ฯลฯ


สรรพคุณ  ใช้เป็นตัวยาสมุนไพรรักษาโรคในคนได้หลากหลาย  เช่น  โรคผิวหนัง  น้ำเหลืองเสีย  ผื่นคันตามร่างกาย  ฆ่าเชื้อโรคพยาธิภายใน  มะเร็งตับ  ลดระดับน้ำตาลสำหรับโรคเบาหวาน  รวมทั้งริดสีดวง  ปวดฟัน  ปวดเมื่อย  นอกจากนี้ในประเทศจีนมีการนำรากหนอนตายหยาก  Stemona  tuberose Lour,  Stemona  sessilifolia  (Miq)  Stemona  japonica  (BJ)  Miq  มาใช้ในการรักษาอาการไอ  โรควัณโรค  ฯลฯ  โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ  แต่ก่อนที่จะทำเป็นยาก็มีขั้นตอนทำลายพิษ  เช่น  นำรากมาล้างให้สะอาดแล้วลวกหรือนึ่งจนกระทั่งไม่เห็นแกนสีขาวในราก  ต้องตากแดดก่อนนำไปปรุงเป็นตำหรับยา   โดยหั่นให้มีขนาดเล็ก  หรือในบางตำราจะนำไปเชื่อมกับน้ำผึ้งก่อนนำไปใช้    ในการใช้เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  กำจัดแมลงศัตรูพืช  เช่น  หนอนกัดกินใบ  และ  เพลี้ยอ่อน กำจัดเชื้อสาเหตุโรคพืช เช่น Rhizoctonia solani  และ Erwinia  carotovora รวมทั้งการกำจัดลูกน้ำยุง (นันทวัน และอรนุช 2543)  สารออกฤทธิ์ที่ตรวจพบอยู่ในกลุ่ม Alkaloids ได้แก่ Stemofoline และ 16 17 ?didehydro-16 (e)- Stemofoline  สารนี้ตรวจพบในหนอนตายหยากชนิด Stamona collinsaecraib  (Jiwajinda และคณะ 2001)  ในปัจจุบันมีการขยายพันธุ์และปลูกเลี้ยงหนอนตายหยากนำมาขายเป็นการค้าโดยนำรากมาสกัดด้วยน้ำหรือแอลกอฮอล์เพื่อใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแปลงเกษตรกร
การขยายพันธุ์  หนอนตายหยากเป็นพืชที่นำรากมาใช้ประโยชน์แต่เวลาที่ท้องถิ่นขุดขึ้นมาขายมักติดส่วนเหง่าที่ใช้ขยายพันธุ์มาด้วยรากที่เห็นเป็นกอใหญ่ๆ นั้นต้องใช้เวลาหลานปีจึงจะเจริญเติบโตได้ขนาดนั้นประกอบกับหนอนตายหยากแต่และสายพันธุ์มีการติดฝักและติดเมล็ดได้มากน้อยแตกต่างกัน ถ้าเรายังขุดหนอนตายหยากจากป่ามาใช้โดยไม่มีการขยายพันธุ์หรือปลูกเพิ่มก็มีโอกาสการที่จะทำให้เกิดการสูญพันธุ์ได้ง่าย  วิธีการขายพันธุ์สามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ดการแบ่งเหง้า

อ้างอิง..http://www.thaigoodview.com/node/18246

kitja wittayawarawat:
สาบเสือ
ชื่ออื่น หญ้าเสือหมอบ ( สุพรรณ - ราชบุรี - กาญจน์ ), รำเคย ( ระนอง ), ผักคราด, บ้านร้าง(ราชบุรี) , ยี่สุ่นเถื่อน (สุราษฎร์), ฝรั่งเหาะ, ฝรั่งรุกที่ (สุพรรณ) , หญ้าดอกขาว ( สุโขทัย - ระนอง ) , หญ้าเมืองวาย ( พายัพ ), พาทั้ง (เงี้ยว เชียงใหม่) , หญ้าดงรั้ง , หญ้าพระสิริไอสวรรค์ ( สระบุรี ), มุ้งกระต่าย (อุดร ) ,หญ้าลืมเมือง ( หนองคาย ),หญ้าเลาฮ้าง ( ขอนแก่น ) , สะพัง ( เลย ), หมาหลง ( ศรีราชา - ชลฯ) , นองเส้งเปรง ( กะเหรี่ยง เชียงใหม่) , ไช้ปู่กุย ( กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน ) , หญ้าเมืองฮ้าง ,หญ้าเหมือน
( อิสาน) , หญ้าฝรั่งเศส , เบญจมาศ ( ตราด ) , เซโพกวย ( กะเหรี่ยง เชียงใหม่ ) , มนทน ( เพชรบูรณ์ ) ; ปวยกีเช่า , เฮียงเจกลั้ง ( จีน )

ชื่อวิทยาศาสตร์ Eupatorium odoratum L.
วงศ์ Compositae
ลักษณะต้น เป็นพืชปีเดียวตาย ต้นสูง 1 - 3 เมตร ก้านมีริ้วรอย ปกคลุมด้วยขน ก้านและใบเอามาขยี้จะมีกลิ่นแรง ใบออกตรงข้ามกัน ลักษณะค่อนมาทางรูปสามเหลี่ยม ตัวใบยาว 3 - 10 ซม. ปลายใบแหลม ฐานใบกว้างใหญ่ หรือ กลมๆ ขอบใบมีรอยหยักคล้ายฟันขนาดใหญ่ มีขนปกคลุมทั้ง 2 ด้าน ด้านท้องใบมีขนหนาแน่นกว่าหลังใบ ดอกออกเป็นช่อลักษณะเป็นกระจุกคล้ายร่ม ดอกสีขาวออกม่วง มีดอกย่อยวงนอกเป็นเส้นสีขาวออกมา 1 วง ส่วนกลางของช่อดอกเป็นดอกย่อยที่มีทั้งเกสนตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน กลีบดอกมีลักษณะเป็นหลอด ส่วยปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ผลมีขนาดเล็ก มีห้าเหลี่ยม ส่วนปลายมีขนช่วยพยุงให้ลอยไปตกได้ไกลๆออกดอกในฤดูหนาว มักพบตามที่รกร้างทั่วไป ชอบขึ้นตามที่มีแสงแดดมากๆตามทุ่งกว้าง ริมถนน

การเก็บมาใช้
ก้านและใบ ใช้สด

สรรพคุณ
ก้านและใบ รสสุขุม ฉุนเล็กน้อย ใช้ฆ่าแมลง ห้ามเลือดแก้แผลที่แมลงบางชนิดกัดแล้วเลือดไหลไม่หยุด ใช้ใบสดตำพอกปากแผล หรือ อาจใช้ใบสดตำกับปูนกินหมากพอกแผลห้ามเลือดได้หรือใช้ใบสดขยี้ปิดปากแผลเลือดออกเล็กน้อยได้ดี

ผลทางเภสัชวิทยา
น้ำต้มสกัดจากใบและต้น มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้เล็กที่แยกออกจากตัวของหนูตะเภา แต่ลดการบีบตัวของลำไส้เล็กที่แยกออกจากตัวของกระต่าย น้ำต้มสกัดและผลึกสารที่สกัดได้จากต้นนี้ ไม่มีผลอย่างเด่นชัดต่อมดลูกที่แยกออกจากตัวของกระต่าย หากนำไปฉีดเข้าช่องท้องของหนูเล็ก พบมีความเป็นพิษเพียงเล็กน้อย



อ้างอิง...http://www.lks.ac.th/plant/sabsoue.html

ราชาวดี:
[size=18pt]ยาสูบ ยาฉุน[/size] : (1) ใช้ส่วนต้นสดแก่จัด(แกนกลางมีสารมากที่สุด) และใบสดแก่ บดละเอียดหรือสับเล็ก 1 กก. แช่น้ำ 20 ลิตร นาน 48 ชม. หรือต้มพอเดือดแล้วปล่อยให้เย็น ได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อ 1 ลิตร/น้ำ 20 ลิตร ? (2) ใช้ยาเส้นหรือยาฉุน 2 กก. ผสมน้ำ 100 ลิตร คนบ่อยๆ จนน้ำเป็นสีน้ำตาลไหม้ ได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อล้วนๆ ไม่ต้องเจือจางน้ำ ? (3) ยาฉุนหรือยาเส้น 1 กก. ผสมน้ำ 2 ลิตร ต้มจนเดือดนาน 30-60 นาที ได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อที่ได้เจือจางน้ำ 60 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน ศัตรูพืช ด้วงหมัดผักกาด มวนหวาน หนอนกอข้าว หนอนกะหล่ำปลี หนอนผักกาด หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ไรแดง ไรขาว ราสนิม ไวรัสโรคใบหงิก เชื้อรา ฉีดพ่นสารสกัดยาสูบยาฉุนในตอนเช้าอากาศปลอดโปร่งหรือตอนกลางวันอากาศขมุก ขมัวไม่มีแสงแดด ได้ผลดีกว่าฉีดพ่นตอนกลางวันแดดร้อนจัดหรือตอนเย็น
อ้างอิง:http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=10937.0
ลักษณะยาสูบเป็นพืชฤดูเดียว ลำต้นตั้งตรง มีขนซึ่งให้ความรู้สึกเหนียวเมื่อสัมผัส ลำต้นสูงประมาณ ๑ - ๒ เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ยาวประมาณ ๕๐ - ๖๐ เซนติเมตร และกว้างประมาณ ๒๕ - ๓๐ เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ส่วนมากจะไม่มีก้านใบ มีหูใบ ฐานใบจะหุ้มลำต้นไว้ครึ่งหนึ่ง ใบจะมีขนปกคลุม ดอกออกเป็นช่อชนิดราซีมเกิดที่ส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกหนึ่งจะมีดอกประมาณ ๑๕๐ ดอก ดอกยาว ๑.๕ ๒ นิ้ว มีสีชมพู ขาวหรือแดง มีกลีบดอก ๕ กลีบ โดยส่วนล่างของกลีบดอกเชื่อมติดกัน ทำให้ดอกมีรูปร่าง เหมืองระฆัง เมล็ดมีขนาดเล็กมาก รูปไข่ สีน้ำตาลเข้ม ผิวเมล็ดมีเส้นสานกันเป็นร่างแห


แหล่งที่พบยาสูบปลูกกระจายทั่วไปในจังหวัดทางภาคเหนือ โดยเฉพาะ ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน จังหวัด เพชรบูรณ์จะปลูกยาสูบแถบอำเภอตอนเหนือของจังหวัด เช่น อำเภอเมือง อำเภอหล่มสัก อำเภอหล่มเก่า และอำเภอน้ำหนาว

ความสัมพันธ์กับชุมชนในสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์เล่าเรื่องเมืองเพชรบูรณ์ไว้ในหนังสือ นิทานโบราณคดีตอนหนึ่งว่า ?สิ่งซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของเมืองเพชรบูรณ์ ก็คือยาสูบ เพราะรสดีกว่ายาสูบที่ อื่นทั้งหมด ทั้งเมืองไทย ชาวเมืองเพชรบูรณ์จึงหาผลประโยชน์ด้วยการปลูกยาสูบขายเป็นพื้น? ปัจจุบัน เกษตรกรปลูกยาสูบเป็นอาชีพ พันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์เบอร์เล่ย์ เวอร์จิเนียร์ และแซมซูน

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
ยาสูบเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดจะมีรายได้จากยาสูบรองลงมาจาก ข้าวโพด

อ้างอิงhttp://www.phetchabun.com/information/phetchabun08-10-02.html


ยาสูบ

ชื่ออื่น ๆ : จะวั้ว (เขมร ? สุรินทร์)

ชื่อสามัญ : Tobacco

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nicotiana tabacum Linn.

วงศ์ : SOLANACEAE

ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีอายุอยู่ได้เพียงปีเดียว ไม่แตกกิ่งก้านสาขา ทุกส่วนของลำต้นจะปกคลุมไปด้วยขนที่อ่อนนิ่ม ลำต้นสูงประมาณ 1-1.5 เมตร

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับ โคนใบจะแคบแทบจะไม่มีก้านใบเลย ใบมีขนาดโตและหนา มีขนอ่อน ๆ ปกคลุมอยู่ด้วยสีเขียว

ดอก : ออกเป็นช่อยาวขึ้นไป ตรงส่วนปลายยอด ซึ่งจะบานตั้งแต่ส่วนล่างไปหาส่วนบนตามลำดับ ดอกมีสีชมพูอ่อน ๆ เกือบขาว หรือสีแดงเรื่อ ๆ ดอกสวยงามน่าดูมาก

ผล : เป็น capsule

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุยต้องการความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ (อ่อนและแก่)

สรรพคุณ : ใบอ่อน จะใช้ทำซิการ์และใช้มวนบุหรี่ ใบแก่ ทำยาเส้นยาตั้ง ยาฉุน และมวนบุหรี่ ยาตั้งนั้นถ้าเอามาผสมกับน้ำมันก๊าดใส่ผมจะเป็นยาฆ่าเหา ใส่ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง ทำติดต่อกัน 2-3 วันๆ ละ 1 ครั้งแต่ระวังอย่าให้เข้าตา นอกจากนี้ยังเป็นยาฆ่าแมลงพวกเพลี้ยได้เป็นอย่างดีด้วย

อื่น ๆ : ในสมัยก่อนใช้ยาสูงเป็นยาทำให้หลับ ระงับประสาท ทำให้อาเจียร และขับเหงื่อ แต่ปัจจุบันได้คนพบว่ามีสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย เกิดการเสพติดทำให้ประสาทส่วนกลาง คือหัวใจทำงานไม่เต็มที่ ทำให้ความจำเสื่อม มือสั่น ความดันโลหิตต่ำ เหงื่อออกมากผิดปกติ หรือสูดควันเข้าไปจะทำให้สีของเม็ดเลือดแดงเปลี่ยนไป 25 % ผู้ที่ติดบุหรี่มักจะมีอาการไอ มีอาการหอบแห้งในลำคอ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในปอด หลอดลมอักเสบ ?บุหรี่? ประกอบด้วยน้ำมันดิน (tar) ใบยาสูบหั่น กระดาษสำหรับมวน ซึ่งจะมีก๊าซอยู่ถึง 12 ชนิดด้วยกัน ชนิดที่ร้ายแรงมีอยู่ 3 ชนิดคือ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO), ไฮโดรไซอาไนด์ (CN) และนิโคตินเป็นสารที่มีอยู่ในใบยาสูบน้ำมันดินที่มีอยู่ในบุหรี่ เมื่อสูบเข้าไปจะไปเกาะที่ผนังปอดและหลอดลม

สารเคมีที่พบ : ในใบมีสารอัลคาลอยด์ นิโคติน(nicotine) C10 H14 N2 อยู่ 0.6-9 % ซึ่งอัลคาลอยด์พวก Pyridine นี้มีลักษณะเป็น oily, volatile liquid ทำให้ไม่มีสีแล้วกลายเป็นสีเหลือง และถ้าถูกอากาศเป็นสีน้ำตาล ถ้าสูดดมเข้าไปจะไปกัดเนื้อเยื่อในจมูก กลิ่นเผ็ดร้อน แต่ก็ยังมีสารที่ทำให้กลิ่นหอมชื่อว่า nicotranin หรือ tabacco camphor สารชนิดนี้จะเกิดก่อต่อเมื่อนำใบยามาบ่ม
 


อ้างอิงhttp://www.samunpri.com/modules.php?name=Herbs&file=yaw&func=yaw5 8) 8)

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version